| บทเพลง จากใจถึงใจ |
|
|
|
| เขียนโดย ดีฆอลาฆู | |
| Sunday, 04 January 2009 | |
|
เนื้อร้องทำนอง นายฉาย ดีฆอลาฆู / ดนตรี อาจารย์ณภัทร(วิเชียร)และนายฉาย
ร้องนำ-ร้องประสานเสียง น้องหยากับนายฉาย ส่งใจ จากใจถึงใจ ไปสู่คนไกล สุดไกล แสนไกล...
สุดแสนเป็นห่วงเป็นใย จากคนอยู่ไกล หัวใจรำพึง..คิดถึง....
... คอยพบกับเรื่องราวความเป็นมากว่าจะมีบทเพลงนี้ที่นี่เร็วๆนี้นะครับ ที่มาของบทเพลง จากใจถึงใจ ฉบับลงเว็บไซต์ ต้นเดือนตุลาคม 2551 ผมได้รับโทรศัพท์ของคุณเอ๋ ติดต่อผมเขียนเพลงประกอบรายการทีวีรายการหนึ่ง เป็นรายการที่บริษัทของเธอผลิตขึ้นเพื่อป้อนให้ช่อง 5 รายการ จากใจถึงใจ ให้แนวความคิดมากว้างๆมาว่า เนื้อหาสาระของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่พวกเขาเผชิญ แต่ไม่ใช่มองลงไปในปัญหา เป็นการส่งกำลังใจให้เขามีความหวัง และมีกำลังใจในการต่อสู้ฟันฝ่า อดทนกับปัญหา ด้วยความมั่นใจว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้... อยากให้คุณฉายเขียนเพลงให้หน่อยนะคะ เอ๋ชอบคำที่คุณฉายเขียน... คือเหตุผลที่คุณเอ๋บอกกับผม ผมดีใจมาก เพราะว่าจะเป็นงานแรกที่ผมได้รับเกียรติถูกว่าจ้างให้เขียนเพลงประกอบรายการโทรทัศน์ และเป็นรายการที่ตรงกับคอนเซ็บต์ของดีฆอลาฆู คือ สื่อความคิดฝัน สร้างสรรค์สังคม แสดงว่าดอกไม้ดอกหนึ่งของต้นดีฆอลาฆูกำลังจะเบ่งบานออกไปบ้างแล้ว ผมรับคำทันทีโดยไม่ลังเล เราจะไม่มองลงไปที่ความขัดแย้ง ไม่พูดถึงผู้ก่อความไม่สงบ แต่จะอยู่ในขอบเขตของการให้กำลังใจกับทุกๆคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นท่ามกลางปัญหา และความขัดแย้งที่ยากจะอธิบายได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร... เป็นการให้กำลังใจกับทุกคนที่ใช้ชีวิตท่ามกลางเมฆหมอกแห่งความเลวร้ายนั้น เนื้อหาจะไม่ลงไปที่ความรุนแรง ไม่ต่อว่าผู้ก่อการร้ายด้วย เราจะนำไปประกอบภาพของรายการที่บันทึกเรื่องราวจากสถานที่จริง จากบุคคลที่มีตัวตนจริง... หลังจากที่คุยกันทางโทรศัพท์เป็นที่เข้าใจเรียบร้อยแล้ว ผมก็ลงมือเขียนเพลงนี้ในวินาทีนั้นเลย เพราะว่าเรื่องปัญหาชายแดนใต้ที่เกิดขึ้นอยู่ ณ เวลานี้ ผมให้ความสำคัญและสนใจมาโดยตลอด การแก้ปัญหาในระดับนโยบายกับระดับปฏิบัติการยังเป็นปัญหา และปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปี เป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง การแบ่งแยกดินแดน ผสมผสานกับปัญหาของการแสวงหาผลประโยชน์ของใครบางคน... หรือเป็นกระบวนการข้ามชาติ หรือ ฯลฯ... ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ว่าอะไรอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังของปัญหาเหล่านี้อย่างแท้จริง แต่ที่แน่ๆคนที่ได้รับผลกระทบคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ใช้ชีวิตทำมาหากินอยู่ที่นั่น ผู้บริสุทธิ์หลายคนถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต เป็นข่าวให้ผมได้ยินอยู่เสมอๆ ขวัญและกำลังใจของคนที่อยู่ในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้เขาอยู่อย่างอบอุ่นและสงบ มั่นใจในความปลอดภัย บรรยากาศของที่นั่นที่ผมได้รับรู้จากข่าวสารไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย...มีแต่ความหวาดระแวงกับภัยมืดที่จะเกิดขึ้นกับใครเมื่อไหร่ไม่รู้ หากไม่มีขวัญและกำลังใจที่ดี ชีวิตจะเป็นอย่างไร ....................................................... ...ในวันที่ฟ้าหม่น ในคืนที่ฝนพรำ ท่ามกลางความเหน็บหนาว เธอเจ็บปวดร้าวสักเพียงไหน... หัวใจคงไหวหวั่น.. คือประโยคแรกที่ผมคิดได้...ความคิดผมหยุดลงตรงนั้นไม่สามรถไปต่อได้ โดยปกติแล้วการเขียนเพลงของผมเป็นการกลั่นกรองออกมาจากความรู้สึก เสมือนการหัวเราะหรือร้องไห้ หมายถึงมันออกมาจากข้างใน เหมือนเราร้องไห้แล้วน้ำตาไหลออกมา เมื่อผมสะเทือนอารมณ์ ก็จะตกผลึกออกมาเป็นบทกวี เพลงที่ผมแต่งมันออกมาจากความรู้สึกข้างใน เขียนออกมาจากอารมณ์ ไม่ได้มีหัวข้อมากำหนด...แต่บทเพลงนี้มีการบอกโจทย์ มีแนวความคิดเป็นกรอบที่ล้อมอยู่ อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ทำให้ผมคิดต่อไม่ออก ผมครุ่นคิดหลายวัน เขียนคำต่อไปออกมาไม่ได้ คิดไม่ออก แนวคิดมันครอบงำความคิดของผมจนไม่กล้าดิ้น... หยิบสคริปที่เขาให้มาอ่านแล้วอ่านอีก.. จนกระทั่งวันหนึ่ง..แม่ผมขึ้นมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลศิริราช... พ่อผมเสียไปเมื่อปี 2549 แม่โทรมลงไปมากตั้งแต่พ่อเสียไป ปกติแม่ไม่ได้อยู่กับผม พักอยู่กับน้องสาวที่นครศรีธรรมราช ทุกคนต่อสู้ชีวิต ฟันฝ่าอุปสรรคในหลายๆด้าน น้องสาวผมเปิดร้านค้า ธุรกิจประสบปัญหาทำให้ต้องปิดร้าน ให้คนอื่นเซ้งดำเนินกิจการต่อไป มีปัญหาหนี้สินสะสมและปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย และลูกสาวอีกคนหนึ่งที่เป็นครูอยู่จังหวัดนราธิวาส พื้นที่สีแดง เธอเป็นครูอยู่ที่นั่นท่ามกลางควันปืนและเสียงระเบิด (ไปร่วมงานศพเพื่อนครูที่ถูกทำร้ายเสียชีวิตหลายคน).. ทุกคำที่พร่างพรูจากปากของแม่ผสมผสานความรู้สึกที่สะเทือนอารมณ์ในความเป็นห่วงลูกสาวของแม่
ผมนั่งฟังแม่พรรณนา ปล่อยให้แม่พูดไป ผมรับฟังไป... ผมไม่อยากให้แม่คิดถึงเรื่องทุกข์โศกมากนัก แม่ผมมักกังวลและห่วงใยน้องสาวผมทั้งสองคนอยู่เสมอ ห่วงใยไปคนละแบบ น้องสาวของคมทั้งสองคนชีวิตก็มีปัญหากันไปคนละแบบ หันมองคนรอบข้างตัวทั้งใกล้และไกล รวมทั้งตัวผมเอง ณ เวลานี้ ทุกๆคนล้วนมีปัญหาชีวิต มีความทุกข์ กลัดกลุ้ม วิตกกังวลซ่อนอยู่ในห้วงความรู้สึกด้วยกันทั้งนั้น ชีวิตจะดำเนินไปได้ต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็ง อดทน ไม่ยอมแพ้กับปัญหา และต้องมีความหวังไว้เสมอว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น ความหวังทำให้เรามีที่ไป และชีวิตมีความหมาย
โดยปกติแล้วเมื่อแม่พูดเรื่องเศร้าๆผมก็จะแตะเบรกเป็นบางครั้งเพื่อเปลี่ยนความคิดท่านไปทางอื่น แต่วันนี้ผมกลับคิดว่าหากปล่อยแม่ได้พูดโดยไม่ถูกเบรก ได้ปลดปล่อยอารมณ์ทุกข์ภายในออกมาอย่างเต็มที่ จะเป็นผลดีสำหรับแม่มากกว่าที่จะให้เก็บไว้ หลังแม่พูดจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ผมจึงหยิบปากกาเขียนความรู้สึกที่ได้รับจากแม่ อารมณ์ สีหน้าท่าทาง แววตา น้ำเสียงและเนื้อหาในสิ่งที่แม่พูดและแสดงออกมานั้นทำให้ผมสามารถเขียนประโยคต่อไปได้ เขียนไปเรื่อยๆเวลาผ่านไปเกือบตีสามจึงเข้านอน รุ่งเช้าแก้ไขอีกนิดหนึ่ง... . ช่วงเย็นๆของอีกวัน ปลายเดือนตุลาคม ผมโทรไปหาคุณเอ๋เพื่อแจ้งความคืบหน้า บทเพลงกำลังนำเข้าไปห้องบันทึกเสียงและลงมือทำดนตรี คุณเอ๋บอกว่าลุยต่อได้เลย ภายใต้งบประมาณที่ผมบอกไป ผมนำเพลงนี้ไปหาอาจารย์วิเชียร ร้องไกด์ที่ห้องอัดวันนั้นเลย และนั่งคุยวางแผนการใส่เครื่องดนตรี อารมณ์ของดนตรี จนสรุปได้ว่าจะได้ดนตรี 2 แบบในเพลงเดียวกัน แบบแรกคือ สำเนียงภาคใต้ตอนบน กับสำเนียงภาคใต้ตอนล่าง ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า เนื้อหาเพลงเน้นที่ผู้ประสบปัญหาและให้กำลังใจคนที่อยู่ที่นั่น สามจังหวัดชายแดนปักษ์ใต้ ผมอยากให้ฟังดนตรีแล้วนึกถึงปลายด้ามขวานของเราทันที... ช่วงแรกดนตรีออกสำเนียงภาคใต้ตอนล่าง เมื่อหมดเสียงร้องช่วงแรก ดนตรีสำเนียงภาคใต้ตอนบนขานรับทันที และสลับกับสำเนียงภาคใต้ตอนล่างอีกครั้ง ดนตรีที่บรรเลงในท่อนกลาง ผมลากยาวไปพอสมควร เพราะผมจินตนาการไปว่า หากมีการเต้นรีวิวประกอบจะได้มีเวลาเต้นได้พอสมควร ประกอบกับเพลงนี้จะนำไปประกอบรายการสารคดีโทรทัศน์ ดนตรีท่อนแยกอาจจะมีประโยชน์มากขึ้นเพื่อการทำ sound track
พี่ฉาย งานนี้เราจะเอาไปประมูลแข่งกับบริษัทอื่น หากผ่านก็จะมีรางวัลมอบให้... คุณเอ๋บอกผมอย่างนี้ เพราะให้ผมแจ้งราคาค่าทำงานชิ้นนี้ ..เอาเป็นว่าผมขอมีส่วนร่วมในการทำงาน เรื่องราคาค่าจ้าง ไม่ต้องพูดถึง ให้งานเสร็จออกมาก่อนนะ..เพียงคุณเอ๋ให้เกียรติผมโดยการให้ผมแต่งเพลงประกอบ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจ มีกำลังใจแล้วครับ... ผมตั้งใจว่าเมื่องานเสร็จ ขอแค่ค่าใช้จ่ายในการเช่าห้องอัด ค่านักร้อง ค่านักดนตรี ค่าเรียบเรียงดนตรี...ความหมายตรงๆกื้อ ขอค่าใช้จ่ายต้นทุนก็พอ ส่วนค่าจ้างแล้วแต่จะศรัทธา...เพราะผมตั้งราคางานตัวเองไม่ถูก ไม่เคยแต่งเพลงจ้าง...ไม่เคยรับจ้างแต่งเพลง ผลงานที่แต่งออกมามีความสุขใจเป็นรางวัลสำหรับผมแล้ว... เนื่องจากงานชิ้นนี้เริ่มจากการว่าจ้างให้ทำ แม้จะไม่มีการเบิกจ่ายเงิน แต่ก็เริ่มจากการมาจ้าง ทำให้ผมผมรู้สึกกังวลใจลึกๆว่างานจะออกมาไม่ตรงกับใจที่เขาต้องการ หากเขาฟังแล้วไม่เพราะ ไม่โดนหู เป็นแบบค่ายเพลงบางค่ายที่ฟังงานผมแล้วก็บอกว่าไม่โดน... อาจจะขายยาก งานไม่อยู่ในกระแสตลาด...ขายไม่ได้ ฯลฯ แต่หากเขาชอบก็ดีไป หากไม่ชอบ.... ? คิดมาคิดไปผมก็สรุปคำตอบให้กับตัวเองว่า จ้างก็เหมือนไม่จ้าง ไม่จ้างก็เหมือนจ้าง ยังไงๆผมก็ต้อแต่งเพลงแนวนี้ออกมาอยู่แล้ว กังวลใจไปก็เท่านั้น คงต้องปล่อยให้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของผลงานที่ทำออกมา หากมีพลังศักยภาพมากพอ ทุกอย่างก็คงไปข้างหน้าได้ คงทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หน้าที่ของผมจบแล้วเมื่องานเสร็จ...หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของงานเพลง จากใจถึงใจ รับหน้าที่ไปทำต่อ ผมมีหน้าที่รออย่างเดียว... รอว่าหลังจากที่งานทำหน้าที่ของมันแล้ว ชีวิตจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง นำพาชีวิตผมไปทางที่ดีขึ้นไหม หวังว่าชีวิตวันพรุ่งนี้ จะมีความหมายกว่าวันนี้ ในขณะที่รอ ผมก็ต้องสร้างสรรค์ผลงานของผมต่อไป .. นี่คือหน้าที่หลักที่แท้จริงของผม
ผมนึกย้อนไปถึงราคาในการทำงานชิ้นนี้ ผมไม่สามารถบอกราคาค่าจ้างได้ครับ เพราะกะเกณฑ์ไม่ถูก ไม่ทราบว่าเขารับจ้างแต่งเพลงกันราคาเท่าไหร่ ผมไม่เคยแต่งเพลงจ้าง มีแต่ทำงานออกมาจากใจ เสร็จแล้วนำไปวางบนอินเตอร์เน็ตให้คนเข้ามารับฟังกันฟรีๆในเว็บไซต์ www.dekorlaku.com ยอมรับว่าหนักใจครับ...ผมจึงตัดสินใจบอกคุณเอ๋ไปว่า ..ให้ค่าจ้างเป็นต้นทุนในการทำงานแก่ผมแล้วกัน .. เพราะหากบอกราคาที่จ้างกันแบบจากใจที่ผมอยากได้คงแพงมากๆ เพราะว่าผมมองเห็นว่างานของผมมีคุณค่า ราคาต้องสูง แพงให้สมกับความรู้สึกว่างานงานของผมมีคุณค่า... (ฮิฮิ) ....................................................... การมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ จะเป็นค่าจ้างในตัวของมันเอง งานชิ้นนี้เสร็จ..ความพึงใจ ความสุข ความภูมิใจ เกิดขึ้นในใจผมแล้ว นอกนั้นคือผลพลอยได้ จะมีคนฟังเพลงนี้หรือไม่ จะได้เงินจากคุณเอ๋หรือเปล่า หรือว่าจะไม่ได้รับอะไรก็ตามนอกเหนือจากงานเสร็จ การคิดแบบนี้เป็นการปลอบใจตัวเองของผมที่ได้ผลดีมาก ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานต่อไป หากเอาเงินมาเป็นตัวกำหนดในการทำงาน ผมก็จะไม่กล้าทำอะไรที่อยากทำ แต่ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า เงินถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต แต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ทำให้ผมเดินไปข้างหน้าได้ สามารถทำอะไรต่างๆได้ มีแรงค้นหาความฝันต่อไปได้ ผมก็หวังว่าบทเพลงของผมจะทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ ส่วนผมเองก็ต้องคิดค้นสร้างสรรค์ผลงานชิ้นต่อไป.. ดีฆอลาฆู 9 มกราคม- 7 เมษายน 2552 หมายเหตุ บทเพลงนี้ถูกนำไปใช้ประกอบรายการสารคดีเล็กๆ จากใจถึงใจ ออกอากาศทางช่อง5 เป็นตอนๆของทุกๆวันเสาร์เวลา 17.00น.โดยประมาณ เมื่อต้นปี 2552 ผมเองได้ดูครั้งเดียว ไฟล์นี้คุณเอ๋ส่งให้ คือหนึ่งในหลายๆตอน ลองคลิกชมและฟังดูนะครับ ปล. (หากคุณเอ๋เข้ามาอ่านเจอบทความนี้ โปรดติดต่อผมกลับด้วยนะครับ ผมยังค้างค่าร้องของนักร้องหญิง และค่านักดนตรีอยู่ครับผม) |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|































