ผมมีโอกาสโดยคำเชิญจากคุณพี่บี๋ (แรมรุ้ง สุบรรณเสนีย์ )ให้ร่วมเป็นวิทยากรในงาน โครงการค่ายอบรมนักเล่านิทานน้อย สืบสานตำนานนิทานสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อ ดนตรีขับขานตำนานนิทานสร้างสรรค์ จัดโดย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ เมื่อวันที่ 19 21 มิถุนายน 2552 ณ ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร TT&T จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นับว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก ช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ
เด็กๆต่างมาจากหลายที่ หลายจังหวัดในภาคกลาง แต่เมื่อมาอยู่รวมกัน ทุกคนต่างตั้งใจเรียนรู้เทคนิคการเล่านิทานเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการได้มาใช้ชีวิตทำกิจกรรมร่วมกัน
เด็กๆคืออนาคตของชาติ ให้ความสำคัญกับเด็กเท่ากับให้ความสำคัญกับอนาคตของชาติ
และหากจะกล่าวให้ถูกต้องที่สุดก็คงต้องกล่าวว่า เด็กๆคืออนาคตของโลก ให้ความสำคัญกับเด็กเท่ากับให้ความสำคัญกับอนาคตของโลก
ผมเชื่อว่ากิจกรรมในครั้งนี้ได้ให้ทักษะความรู้ เทคนิคการเล่านิทานให้แก่เด็กๆ และแม้ว่าเยาวชนกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้กลับไปเป็นนักเล่านิทานกันทุกคน แต่พวกเขาคงสามารถนำประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้โดยการประยุกต์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
1...
จากโจทย์ที่ได้รับมาให้เป็นวิทยากรในหัวข้อ ดนตรีขับขานตำนานนิทานสร้างสรรค์ ทำเอาผมตื่นเต้นพอสมควร เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเล่านิทาน ถ้าหากเล่นดนตรีอย่างเดียวก็คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่มีการเล่านิทานและต้องเป็นตำนานนิทานสร้างสรรค์ให้เด็กฟังด้วย ทำให้ผมคิดอยู่หลายตลบว่าจะทำอย่างไร เอาเรื่องอะไรไปเล่า เอาเพลงอะไรไปเป่า แล้วจะเล่าให้เข้ากับการเป่าได้อย่างไรหนอ ?
ผมพยายามควานหานิทานพื้นถิ่นที่เล่ากันตั้งแต่ผมยังเด็กได้มาหลายเรื่อง แล้วก็เลือกมาสามเรื่อง คือ เรื่อง ไอ้ปูดโป้ง เรื่อง ไอ้กอบใหญ่-กอบเล็ก และเรื่อง ไอ้เผียกกับหมวก ทุกเรื่องเป็นนิทานตลกพื้นบ้าน ผมจำมาจากคุณยายเล่าให้ผมฟังสมัยยังเด็กๆ แต่ติดตรงที่ว่าผมจะนำดนตรีซึ่งเป็นขลุ่ยอย่างเดียวเข้าไปเกี่ยวข้องตรงไหน อย่างไร... ?
อืม...หรือว่าผมควรจะแต่งนิทานสักเรื่องที่เกี่ยวข้องกับขลุ่ยโดยตรง ท่าจะดีกว่า...
เริ่มต้นด้วย ..กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ....จบลงที่.. เจ้าชายกับเจ้าหญิงครองรักกันตลอดไป.. ตามสูตร แล้วผมก็ตั้งชื่อเรื่องว่า ขลุ่ยวิเศษ
แต่ผมรู้สึกว่ามันเชยๆและง่ายเกินไปสำหรับเด็ก ม.1-ม.5 ที่จะมาฟังนิทานจากการแต่งแบบมั่วๆของผม หากเป็นเด็กเล็กๆระดับอนุบาลก็คงไม่เป็นปัญหามากนัก แต่นี่เป็นเด็กโตแล้ว ฟังเรื่องแบบนี้คงน่าเบื่อพอสมควรสำหรับเด็กวัยนี้ ทั้งสามเรื่องที่ผมเลือกมาก็คร่ำครึจนเกินไป
ผมหยิบเอารายละเอียดที่พี่บี๋ส่งมาให้อ่านดูกำหนดการต่างๆอีกครั้ง ก็เห็นว่าตลอดทั้งวัน ก่อนจะถึงคิวของผมนั้น เด็กๆได้ฟังนิทานกันมาทั้งวันแล้วจากนักเล่านิทานมืออาชีพ มาถึงคิวของผมเวลาก็อยู่ที่หนึ่งทุ่มตรงถึงสามทุ่ม น่าจะเป็นอะไรที่สบายๆผ่อนคลายจะดีกว่า...
คิดๆไปคิดๆมาผมจึงปิ๊งไอเดียนี้ขึ้นมา ก็คือน่าจะเป็นรายการบันเทิงแฝงสาระเบาๆ ไม่ถึงกับต้องเล่านิทานมากนัก ที่สำคัญเด็กๆต้องมีส่วนร่วม..
ภายในเวลาสองชั่วโมงที่เขาให้มาผมจะแบ่งเป็น 4 ช่วง ช่วงละครึ่งชั่วโมง
ช่วงแรก เป็นช่วงของสาระ ผมควรจะพูดถึงที่มาของขลุ่ย ประวัติความเป็นมา ชนิดของขลุ่ย อารมณ์ของเสียงขลุ่ย เป่าสาธิตให้เด็กฟัง เพื่อจะได้รู้ว่าขลุ่ยสามารถสะกดอารมณ์คนฟังได้ จะให้สนุกสนานหรือเศร้าเคล้าน้ำตา ขลุ่ยบันดาลได้ เราจะใช้เสียงขลุ่ยเลียนเสียงนกหรือสัตว์บางชนิดก็สามารถทำได้เช่นกัน
ผมจะนำเทคโนโลยี โปรแกรม Powerpoint มาใช้ในการนำเสนอให้เด็กๆดู (รู้สึกเท่ยังไงไม่รู้..แจ๋ว)
ช่วงที่สอง ผมจะให้เด็กๆหัดเป่าขลุ่ยด้วยบทเพลงง่ายๆ ใช้โน้ตไม่กี่ตัว ถึงแม้ว่าเวลาเรียนมีเพียงครึ่งชั่วโมง แต่ผมเชื่อว่าก่อเกิดแรงบันดาลใจให้กับหนูน้อยบางคน นำประสบการณ์นี้ไปฝึกต่อ และอาจจะมีนักเป่าขลุ่ยที่ดีในอนาคตก็เป็นไปได้ วิธีตรงนี้ก็คือหัดให้เด็กไล่นิ้วตั้งแต่เสียง โด เร มี ฟา ซอล ลา ซี โด หัดเปิด-ปิดรูขลุ่ยให้ได้เสียงโน้ตตามที่ต้องการ และผมจะบรรเลงเพลงขลุ่ยเพราะๆให้ฟังด้วย
พอถึง ช่วงที่สาม เข้าสู่ช่วงของความบันเทิง ผมจะให้เด็กแบ่งกลุ่มออกเป็น 7 กลุ่ม เท่ากับตัวโน้ตเจ็ดตัว แต่ละกลุ่มรับผิดชอบเสียงโน้ตหนึ่งตัว ผมจะให้แต่ละกลุ่มเป่าเสียงตัวโน้ตของกลุ่มหนึ่งครั้งพร้อมๆกัน เมื่อผมชี้ไปที่กลุ่มไหน กลุ่มนั้นก็ต้องเป่าโน้ตของกลุ่มตัวเอง
ตัวโน้ตแต่ละตัวมีความหมายในตัวมันเอง เปรียบเสมือนหนึ่งชีวิตต่างล้วนมีคุณค่าและความหมายในตัวของตัวเองกันทุกคน.. เมื่อโน้ตแต่ละตัวมาอยู่ร่วมเรียงร้อยกันไปในตำแหน่งหน้าที่ที่เหมาะสม ก็จะเกิดเป็นเสียงสูง-ต่ำ เป็นบทเพลงที่ไพเราะได้ เปรียบเสมือนเด็กๆแต่ละคนที่มาอยู่ร่วมกัน ณ ที่นี้ มาทำกิจกรรมร่วมกัน สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้น...
อีกครึ่งชั่วโมงสุดท้าย เป็นการแสดงละครของเด็กๆ โดยเลือกนิทานที่ได้ฟังจากวิทยากรตอนกลางวันมาหนึ่งเรื่อง ให้ทางทีมผู้จัดงานคัดอาสาสมัครจากเด็กๆสัก 10 คน โดยผมจะเป่าขลุ่ยประกอบการแสดงละครของเด็ก ตั้งใจไว้ว่าหากมีบทเศร้าผมจะเป่าเพลงเศร้า หากมีบทสนุกผมก็จะเป่าเพลงสนุก นี่คือ ดนตรีขับขานนิทานสร้างสรรค์
อืม...น่าสนใจ... ผมนั่งยิ้มให้กับตัวเองเมื่อแผนการสอนนี้ชัดเจน กิจกรรมในครั้งนี้ผมไม่หนักใจแล้วล่ะ (ฮ่าๆๆ) 2...
ผมรีบเดินทางไปถึงห้องอบรมก่อนเวลาสี่โมงเย็น ตามคำบัญชาของพี่บี๋แห่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ แต่ด้วยติดภารกิจที่มหาวิทยาลัย ผมไปถึงก่อนเวลาจริงๆเพียงหนึ่งนาที ท่านประธานคือนายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาฯกำลังให้โอวาทเด็กๆอยู่พอดี
เมื่อพิธีการผ่านพ้นไป ครูปรีดา ปัญญาจันทร์ นักวาดภาพหนังสือนิทานสำหรับเด็ก ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ ก็สำแดงลีลาโชว์ฝีมือการวาดภาพสำหรับเด็ก และเทคนิคการเล่านิทานแบบมืออาชีพอย่างน่าสนใจ (เสียดายที่ไม่ได้เก็บภาพช่วงนี้ไว้) ผมกลายเป็นศิษย์แบบครูพักลักจำของคุณครูปรีดาไปโดยบัดนั้น (ไม่แน่นะ อาจจะมีนักเล่านิทานชื่อนายฉาย ดีฆอลาฆูเกิดขึ้นในโลกอีกคนนะขอรับ..ฮา)
หลังจากกิจกรรมของครูปรีดาก็เป็นคิวของผม สองชั่วโมง จากหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม ผมตั้งใจว่าจะใช้เวลาให้เต็มที่ ไม่ให้ขาดไม่ให้เกินตามแผนการที่วางเอาไว้
แต่แล้วความฝันผมก็ล้มครืน..เมื่อพี่บี๋บอกผมว่า..
ครูฉาย พี่บี๋ขอลดเวลาลงจากสองชั่วโมงเหลือ 45 นาทีนะคะ เพราะเด็กๆเพลียและเหนื่อยล้ามาทั้งวันแล้วค่ะ ..
เมื่อพี่บี๋บอกกับผมอย่างนี้ ผมก็ผิดหวังเล็กน้อยผสมกับความดีใจพอประมาณ
 ที่ผิดหวังก็เพราะว่าทำให้แผนสี่ขั้นตอนของผมต้องหดให้สั้นลงเกินครึ่งไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนที่ผมดีใจนั้นก็เพราะว่าเวลาหดไปตั้งชั่วโมงกว่าแต่พี่บี๋บอกว่าค่าตัวยังจ่ายให้กับผมเท่าเดิม..(ฮาๆๆ)
เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนเป็นแบบนี้ผมจึงต้องปรับแผนใหม่เดี๋ยวนั้น แล้วผมจะทำอย่างไรดีนะให้กิจกรรมเป็นที่น่าสนใจสำหรับเด็กๆในช่วงระยะเวลาสั้นๆ... 45 นาที
แต่...พระเจ้าก็เข้าข้างผม.. เพราะว่าพี่บี๋พูดถึงบทกลอนใน บทเพลงแม่กาเหว่า ท่อนกลางของดีฆอลาฆู ที่กล่าวไว้ว่า ...เด็กน้อยเอย หนูจงเป็นคนดี จงรักศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน เอาความอดทนนี้เป็นที่ตั้ง จงมีความหวังอย่าคิดท้อแท้ ซื่อสัตย์พากเพียรพยายาม อย่าคบคนทราม จำคำแม่สอน อ่อนน้อมถ่อมตนนะเราเกิดมาเป็นคน อย่าหลงตัวลืมตน จงเป็นคนกตัญญู... และก็บังเอิญอีกแล้วสำหรับผมเมื่อพี่บี๋บอกผมว่าหนังสือนิทานที่ทางผู้จัดงานนำมาแจกเด็กๆนั้น มีนิทานเรื่อง แม่กาเหว่า อยู่ด้วย นำหนังลือมาเปิดให้ผมดู..พร้อมกับร้องออกมาแป็นทำนองเสนาะว่า...
"...แม่นกกาเหว่าเอยไข่ไว้ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรักคิดว่าลูกในอุทร
คาบเอาข้าวมาเผื่อคาบเอาเหยื่อมาป้อน ถนอมไว้ในรังนอน ซ่อนเหยื่อมาให้กิน
ปีกเจ้ายังอ่อนคลอแคล พ่อแม่จะสอนบิน แม่กาพาไปกิน ที่ปากน้ำพระคงคา
ตีนเจ้าก็เหยียบสาหร่าย ปากก็ไซร้หาปลา กินกุ้งแลกินกั้ง กินหอยกระพังแมงดา
กินแล้วก็โผมา จับที่ต้นหว้าโพธิ์ทอง ยังมีนายพราน เที่ยวเยี่ยมๆ มองๆ
ยกปืนขึ้นส่อง ้จ้องเอาแม่กาดำ ตัวหนึ่งนั้นว่าจะต้ม อีกตัวหนึ่งนั้นว่าจะยำ
กินนางแม่กาด ำค่ำวันนี้อุแม่นา..."
ทันใดนั้นผมก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที (อีกแล้ว)
3
ด้วยน้ำเสียงหวานๆของพี่บี๋ อ่านบทกวีจากบทเพลงของดีฆอลาฆูกับขับบทกลอนทำนองเสนาะจากนิทานเรื่องแม่กาเหว่าที่ฟังแล้วเคลิบเคลิ้มชวนฝัน เคล้ากับเสียงกีต้าร์ใสๆยี่ห้อ Taka mine ที่เพิ่งถอยออกมาจากร้านใหม่เอี่ยม ฝีมือการเกาของน้องเหน่ ผสมกับเสียงขลุ่ยเศร้าๆของผมก็ถูกนำไปใช้บนเวทีในช่วงเวลาที่อยู่ในความรับผิดชอบของผม
ได้ผลตามที่ผมคาดไว้ทุกประการ เด็กๆทุกคนในห้องประชุมทุกๆชีวิตนิ่งสงบตั้งใจฟัง ทุกสายตาจับจ้องมายังนักร้องบนเวที เมื่อกวีจากบทเพลงแม่กาเหว่าถูกขับขานขึ้น และต่อด้วยบทกลอนแม่กาเหว่าอ่านแบบทำนองเสนาะ ผมรู้สึกได้เลยทันทีครับว่า นางเอกบนเวที ณ วินาทีนั้นคือ พี่บี๋แห่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ..(แจ๋วจริงๆ)
ในขณะที่พี่บี๋กำลังใส่อารมณ์ขับบทกลอนแม่กาเหว่าสะกดผู้ชมอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่นั้น ผมดันเกิดไอเดียใหม่ขึ้นมาอย่างกะทันหันอีกแล้ว(ครับท่าน) ผมรู้สึกว่าหากปิดไฟทั้งหมดเหลือเพียงไฟบนเวที บรรยากาศในห้องประชุมนี้คงงดงามกว่านี้อย่างแน่นอน
คิดได้ดังนี้ผมจึงส่งสัญญาณบอกให้พี่บี๋หยุดร้องน้องเหน่หยุดเกาทันที ทำเอาพี่บี๋และทุกๆทุกคนงุนงงเล็กน้อยถึงปานกลาง !
เมื่อไฟทุกดวง(ยกเว้นบนเวที)ปิดลง ทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างตั้งใจ
เสียงหวานกังวานของพี่บี๋ เสียงกีต้าร์ใสๆฝีมือของน้องเหน่ เสียงขลุ่ยเศร้าๆเคล้าอารมณ์จากการเป่าของผม ก็ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน สะกดทุกคนหน้าเวทีได้อย่างหมดจด .. (แจ๋วจริงๆ)
และแล้ว..ผมก็ได้ค้นพบว่า..ปรากฎการณ์นี้คือ ดนตรีขับขานตำนานนิทานสร้างสรรค์ ที่สมบูรณ์โดยแท้...
กิจกรรมปิดท้ายของวันนี้ก็จบลงอย่างสวยสดงดงาม
4...
รุ่งอีกวัน ผมมีกิจกรรมในตอนบ่ายร่วมกับครูชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์ (ครูมู)นักเล่านิทานผู้เปี่ยมล้นในความสามารถที่ยอดเยี่ยมในวงการเล่านิทานของเมืองไทยอีกคน เด็กๆต่างสนุกสนานกับกิจกรรมการเล่นเชือกประกอบการเล่านิทานของคุณครูมู จนถึงช่วงสุดท้ายของกิจกรรม มีการเล่านิทานผสมกับการเล่นละครของเด็กจากกลุ่มต่างๆ ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าเด็กๆมีความคิดสร้างสรรค์จนผมทึ่งในความสามารถ
เราส่งท้ายกิจกรรมวันนี้ด้วยเสียงหวานๆของพี่บี๋อีกครั้งด้วยสองบทเพลงคือ เพลง นิทานดวงดาว และเพลง หนุ่มอ่าวไทย สาวอันดามัน เพลงนี้ผมได้รับเกียรติให้ร้องคู่กับพี่บี๋ด้วยครับ ทั้งสองเพลงประพันธ์โดย น้องเหน่ (รงค์รัชต์ จันทร์สุวรรณ) ผู้ทำหน้าที่เล่นกีต้าร์สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ในนาม กลุ่ม Green Youth


หลังจากเพลง หนุ่มอ่าวไทย สาวอันดามัน จบลง ผมเอ่ยปากขออนุญาตน้องเหน่นำเพลงนี้ไปบันทึกเสียง น้องเหน่ก็ใจดีมากๆครับอนุญาตทันทีเป็นที่เรียบร้อย นับว่าเป็นบทเพลงที่สองที่ได้รับเกียรติจากน้องเหน่ คาดว่าอีกไม่นานเกินรอ คงได้รับฟังกันนะครับ
ปิดเวทีด้วยบทเพลง สักหนึ่งราตรี
ของดีฆอลาฆู
 5... ตามกำหนดการวันรุ่งขึ้นอันเป็นวันสุดท้าย (วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2552) ผู้จัดกิจกรรมจะพาเด็กๆไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นของคุณเกริก ยุ้นพันธุ์ เป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากผมมีภารกิจในวันนี้ จึงไม่ได้ติดตามไปดูด้วย
สุดท้ายนี้ผมขอขอบพระคุณพี่บี๋ (แรมรุ้ง สุบรรณเสนีย์ ) น้องเหน่ (รงรัชต์ จันทร์สุวรรณ) ( Green Youth ) และทีมงานกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ทุกท่าน ที่ให้เกียรติกับผมให้มาทำหน้าที่เป็นวิทยากรในหัวข้อ ดนตรีขับขานตำนานนิทานสร้างสรรค์ ครั้งนี้..
หวังว่าโอกาสหน้าผมคงได้รับเกียรติจากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการฯให้ไปร่วมทำกิจกรรมดีๆ สื่อความคิดฝัน สร้างสรรค์สังคมแบบนี้อีกนะครับ
ค่าตัวที่ได้รับในครั้งนี้ ผมนำไปสมทบทุนสร้างสรรค์ผลงานเพลงใหม่ๆของดีฆอลาฆูเพื่อ... สื่อความคิดฝัน สร้างสรรค์สังคม และนำมาวางในเว็บไซต์ www.dekorlaku.com ให้ทุกๆคนบนโลกใบนี้ได้เข้ามารับฟังด้วยกันนะครับผม
ด้วยความนับถือและมิตรภาพจากใจ
ดีฆอลาฆู
22 มิถุนายน 2552  |